25580131

โรคอัมพาตเบลล์ หรือ โรคเบลพาซี ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อาการเป็นอย่างไร

โรคอัมพาตเบลล์ หรือ โรคเบลพาซี ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อาการเป็นอย่างไร

โรคอัมพาตเบลล์ หรือ โรคเบลล์ พอสซี่ belle’s palsy หรือ โรคเบลล์ พัลซี่(bell palsy) หรือ ชื่อแบบไทยไทย เรียกว่า ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก จริงๆแล้วไม่ใช่จะสามารถเกิดได้เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่ง ส่วมมากจะเกิดจากภาวะที่เส้นประสาทควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้ามีการอักเสบ หรือ ติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 อักเสบหรือได้รับบาดเจ็บ ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ทานน้ำมีน้ำไหลจากมุมปาก บางรายมีอาการลิ้นชาหรือหูอื้อ ๆ ร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมงครับ และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ โรคอัมพาตเบลล์ หรือ โรคเบลล์ พอสซี่ belle’s palsy หรือ โรคเบลล์ พัลซี่(bell palsy) หรือ ชื่อแบบไทยไทย เรียกว่า ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ให้มากขึ้นกันครับ

ติดเชื้อปลายประสาทคู่ที่ 7 โรคชวนผวา...รักษาได้

กลายเป็นข่าวน่าตกใจช็อกวงการบันเทิงอีกข่าวหนึ่งสำหรับ โอ-อนุชิต สพันธ์พงษ์ ดารา นักแสดง ที่ป่วยเป็น โรคติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 โดยมีอาการควบคุมใบหน้าซีกซ้ายไม่ได้ ลักษณะจึงคล้ายกับคนปากเบี้ยวจนเจ้าตัววิตกกังวลเกรงว่าจะกลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต...!!

จากกระแส ข่าวที่แพร่สะพัดถึงอันตรายของโรคนี้เองได้สร้างความตื่นตระหนก ให้กับผู้ที่รับทราบข่าวสารไปตาม ๆ กัน ล่าสุด นพ.วัชรพงศ์ ชูศรี อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ว่า

โรคติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 หรือโรคปากเบี้ยวนี้ เราเรียกว่าโรค “Bell palsy” เพราะได้ชื่อมาจาก Charles Bell ศัลยแพทย์ชาวสกอตต์ ซึ่งเป็นผู้บรรยายอาการของโรคนี้ไว้เป็นท่านแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

ทั้งนี้ลักษณะอาการที่แสดง ออกจะเป็นอาการกล้ามเนื้อ ใบหน้าอ่อนแรงอันเกิดจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial nerve) อักเสบหรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางเดินของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ดังกล่าวจะออกจากก้านสมอง ผ่านใต้กะโหลกศีรษะมาโผล่ที่หน้าหูแล้วแยกเป็นสองแขนงทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าด้านเดียวกัน แขนงบนช่วยในการหลับตา แขนงล่างช่วยดึงกล้ามเนื้อมุมปาก เช่น การยิ้ม การห่อปาก นอกจากนี้ยังมี แขนงย่อย ๆ ไปเลี้ยงที่เยื่อแก้วหูและรับรสที่ลิ้นอีกด้วย

โรคติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 นี้สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนอาการหน้าเบี้ยวมักเกิดขณะที่เส้นประสาทมีอาการอักเสบ บวม หรือถูกกดทับ ในคนที่ปกติแข็งแรงดีมาก่อน เชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคอาจเกิดในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย จนทำให้มีการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสเริม ไวรัสไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ยังพบบ่อยในสตรีตั้งครรภ์ ผู้ป่วย เบาหวาน มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือต่อมน้ำเหลือง ผู้ติดเชื้อ ไวรัสเอชไอวี และกลุ่มผู้ได้รับอุบัติเหตุทางสมอง เป็นต้น

อาการของโรค Bell palsy นี้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยสามารถสังเกตได้เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกว่าหน้าหนัก ๆ หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ทานน้ำมีน้ำไหลจากมุมปาก บางรายมีอาการลิ้นชาหรือหูอื้อ ๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เร็ว เพราะตกใจหรือมีคนทักหรือกลัว ตัวเองเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง อุดตัน แต่สามารถแยกอาการ ได้โดยโรคหลอดเลือดสมอง อุดตัน มักมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ได้แก่ แขนขาอ่อนแรงข้างเดียวกับที่มีปากเบี้ยว ตาเห็นภาพซ้อน เดินเซหรือมีอาการบ้านหมุน

เมื่อผู้ป่วยมาพบเข้ารับการรักษา แพทย์จะทำการวินิจฉัยจากประวัติและอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก และตรวจร่างกายโดยแพทย์ระบบประสาท ในบางรายอาจจำเป็นต้องตรวจเลือดหรือเอกซเรย์สมองเพิ่มเติม ส่วนวิธีการรักษานั้นอย่างแรกเราต้องทราบก่อนว่าอาการ Bell palsy ในแต่ละรายไม่เท่ากัน สาเหตุหรือการบวมอักเสบของเส้นประสาทก็แตกต่างกัน ในบางรายที่มีอาการน้อย อาจจะไม่ต้องทำอะไรก็หายเองได้ใน 2-3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตามการศึกษาในปัจจุบันพบว่า ยากลุ่มสเตีย รอยด์ (Steroid) สามารถช่วยลดการบวมและอักเสบของเส้นประสาท ทำให้หายเร็วขึ้น โดยการให้ยาในวันแรก ๆ ที่เริ่มมีอาการจะให้ผลในการรักษาที่ค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังมียาต้านไวรัสเริม และยาวิตามินบี ซึ่งจะช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้

สำหรับอาการที่ผู้ป่วยไม่สามารถหลับตาได้สนิทหรือกะพริบตาน้อยลงมีผลทำให้กระจกตาแห้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาโรค Bell palsy คือ ป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบหรือมีแผลที่กระจกตา ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้โดยการปิดตาและหยอดน้ำตาเทียม นอกจากนี้ยังต้องมีการรักษา ด้วยการทำกายภาพด้วยการ ใช้ไฟฟ้ากระตุ้น หรือใช้วิธีแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม ซึ่งก็มีรายงานว่าสามารถช่วยได้ในบางราย

หลังจากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคและทำการรักษาแล้ว ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นมากใน 2-3 อาทิตย์แรก และประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่เป็นจะหายสนิท ส่วนอาการที่เหลือจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ใน 3-6 เดือน แต่ในรายที่เส้นประสาทมีปัญหาอยู่เดิม เช่น เบาหวาน หรือเกิดจากเชื้องูสวัด มักจะไม่หายสนิท โอกาสเป็นซ้ำอีกพบน้อยมาก แต่ถ้าเกิดเป็นซ้ำหลายครั้งควรรีบไปพบประสาทแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยหรือตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ เพิ่มเติม

โรคปากเบี้ยวนี้ถึงแม้แพทย์จะยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายมาก แต่ก็เชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากมีอาการปากเบี้ยว บังคับหน้าไม่ได้ หรือเผชิญกับเจ้าเชื้อไวรัสตัวนี้อย่างแน่นอน ฉะนั้นเราจึงควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราอาจถูกไวรัสร้ายตัวนี้คุกคามกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปก็ได้.

ที่มา : เดลินิวส์ : 06/ก.ย./2553

---------------------------------------------------------------

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก...คุณก็เสี่ยงเหมือนกันนะ! (Lisa)

ใบหน้าบิดเบี้ยว...ไม่ได้เกิดขึ้นยากอย่างที่คิด ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต และหากรักษาอย่างรวดเร็วก็จะหายได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าเห็นแค่อาการโดยไม่เข้าใจเลยก็อาจกลัวโรคนี้มาก ๆ หรืออาจไม่รู้ว่าที่เป็นอยู่น่ะคือ โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือ Bell’s Palsy วันนี้ก็เลยต้องมาคุยกันหน่อยจะได้ไม่วิตกยังไงล่ะคะ

ใครที่ติดตามข่าวบันเทิงบ้านเราคงจะได้ยินข่าวดาราหนุ่ม โอ-อนุชิต ที่ป่วยเป็นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกหรือ "ปลายประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ" ซึ่งตอนแรกนั้นก็แค่รู้สึกเหมือนนอนตกหมอน หลังจากนั้นก็เริ่มควบคุมใบหน้าซีกซ้ายไม่ได้ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หลังจากนั้นหนุ่มโอก็เข้ารับการรักษาและมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณผู้อ่านบางคนอาจจะยังมีข้อสงสัยกันบ้าง เราจึงขอมาเคลียร์กันให้เข้าใจในวันนี้

ทำไมหน้าถึงเบี้ยว

ก่อนจะเข้าใจว่า "โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก" หรือ Bell’s Palsy เกิดจากอะไร เรามาดูเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกันก่อน ซึ่งก็คือ CN-VII หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ที่เริ่มต้นจากก้านสมองในส่วนที่เรียกว่า Pons ก่อนจะแตกสาขาครั้งแรกในต่อมน้ำลานใต้หู แล้วแตกเป็นใยประสาทมากกว่า 7,000 สาขาซึ่งแยกไปตามใบหน้าลำคอ ต่อมน้ำลาย และหูส่วนนอก เส้นประสาท เหล่านี้จะควบคุมกล้ามเนื้อลำคอ หน้าผาก และควบคุมการแสดงสีหน้า

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกเกิดขึ้นเนื่องจากอาการอักเสบของเส้นประสาทดังกล่าวภายใน Fallopian Canal ซึ่งแคบมากๆ การอักเสบนั้นจึงส่งแรงกดไปที่เส้นประสาท หรือถ้าตัวเส้นประสาทเกิดการอักเสบภายในท่อดังกล่าวเสียเองก็จะทำให้เกิดผลอย่างเดียวกัน จนในที่สุดหน้าที่ทั้งหมด ซึ่งเส้นประสาทคู่ที่ 7 รับผิดชอบนั้นจะซะงัก นั่นหมายความว่าถ้าเกิดอัมพฤกษ์ลามไป บริเวณที่ไม่ใช่ใบหน้า หรือใบหน้าขยับได้บางส่วน นั่นก็ไม่ใช่โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกแล้วค่ะ

คุณเองก็เสี่ยงกับโรคนี้เหมือนกัน

ใครๆ ก็อาจเป็นโรคนี้ได้ แม้ว่ามักจะเกิดในคนที่มีอายุ 15-60 ปี แต่เด็กๆ หรือคนชราก็ไม่ใช่ ข้อยกเว้นสำหรับโรคนี้ ส่วนที่พบได้มากก็คือหญิงมีครรภ์ในช่วงใกล้คลอดหรือคนที่เพิ่งคลอดบุตร ส่วนผู้ป่วยเบาหวานก็จะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 4 เท่า นอกจากนี้ โรคต่างๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงกับโรคใบหน้าเบี้ยวได้เช่นกัน สำหรับอุบัติการณ์ของโรคพบที่ 20 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยปีละประมาณ 40,000 คน

เมื่อเป็นแล้วจะ...

หลายคนที่มีอาการเป็นครั้งแรกจะไม่รู้ว่านี่คือโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ทีแรกอาจรู้สึกแค่ปวดหลังหู (ซึ่งเป็นอาการที่สำคัญของโรค) หรืออาจรู้สึกว่าหน้าตึงๆ ไม่สามารถหลับตาหรือขยับได้ดังใจ โดยมีลักษณะอาการที่สังเกตได้ดังนี้

•ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าได้ (รวมถึงหน้าผาก)

•มักจะรู้สึกปวดหรือชาในหู ใบหน้า คอ หรือกรามข้างที่มีอาการ

•ปวดศีรษะ

•ไม่รู้รสชาติอาหาร

•ผู้ป่วย 60% จะมีการติดเชื้อจากไวรัสก่อนแสดงอาการ

•ประสาทการได้ยินอาจเปลี่ยนไป (บ่อยครั้งที่พบว่าการได้ยินจะไวมากขึ้น)

•บางกรณีที่หายยากจริงๆ ผู้ป่วยอาจมีอาการทั้งสองซีกของใบหน้า

อย่างไรก็ดี อาการของโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกอาจจะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในกรณีแรกผู้ป่วยอาจพบว่าตื่นมาวันหนึ่งแล้วประสบกับอาการใบหน้าบิดเบี้ยวเลย หรือในกรณีที่สองก็จะมีอาการนำมาก่อน อย่างเช่น ตาแห้ง คันบริเวณริมฝีปาก ปวดด้านในหู แต่อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าที่อาการจะปรากฏแน่ชัดว่าเป็น Bell’s Palsy จริงๆ หลังจากนั้นสามสี่วันอาการจะรุนแรงที่สุด แต่จะรุนแรงไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ ข่าวดีก็คือโรคนี้จะไม่ทำให้ส่วนอื่นของร่างกายชาด้านหรือเป็นอัมพฤกษ์ ดังนั้น ถ้าอาการลามไปถึงส่วนอื่นๆ ด้วย คุณอาจจะต้องให้คุณหมอตรวจสอบเพิ่มเติมดีกว่า

หายได้...ด้วย "เวลา"

ผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวประมาณ 50% จะหายจากโรคโดยเด็ดขาดภายในระยะเวลาอันสั้น และอีก 35% อาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งปี เพื่อจะได้หายขาดจากโรค

ข่าวดีก็คือ Bell’s Palsy มักถูกมองว่าเป็นอาการบาดเจ็บของประสาท ซึ่งมีการรักษาตัวเองได้เพียงแต่ระยะเวลาและการฟื้นฟูก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าบาดเจ็บมากน้อยเพียงไร หากเส้นประสาทบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย การฟื้นฟูนั้นก็รวดเร็วและอาจใช้เวลาแค่ไม่กี่วันจนถึงไม่กี่สัปดาห์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วเส้นประสาทอาจสร้างตัวเองใหม่ได้ที่ความเร็ว 1-2 มิลลิเมตรต่อวัน และอาจสร้างติดต่อกันได้ 18 เดือน หรือนานกว่านั้น อาการของโรคจึงค่อยๆ ทุเลาลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ข่าวร้ายก็คือเมื่อเป็นแล้วอาจเป็นอีกได้ แม้จะมีโอกาสน้อยก็ตาม สำหรับคนที่เคยป็นแล้ว โอกาสที่จะเป็นอีกครั้งอยู่ที่ 5-9% ในช่วง 10 ปี

Thailand’s Cure Bell’s Palsy รักษาอย่างไร?

สำหรับวิธีการรักษานั้น Lisa ได้มาสอบถามอายุรแพทย์ระบบประสาท ประจำศูนย์สมองและระบบประสาท ร.พ.พญาไท 3 ซึ่งอธิบายว่า กรรักษาอาจมีตั้งแต่การรักษาด้วยยาลดอาการบวม ลดการอักเสบ ยาบำรุงปลายประสาท ตลอดจนการกระตุ้นไฟฟ้ากล้ามเนื้อใบหน้าในบางรายอาจมีข้อบ่งชี้เรื่องการให้ยาด้านไวรัสร่วมด้วย สำหรับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดนั้น มักจะเป็นกรณีที่พบน้อยและตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าเกิดจากสาเหตุเนื้องอกในสมอง เป็นต้น โดยมักจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ชา หรือลิ้นแข็ง ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมิน ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้ แต่ในบางรายอาจพบร่องรอยของกล้ามเนื้อใบหน้าที่ยังขยับได้ไม่เท่ากันอยู่บ้าง

Did You Know?

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนั้น ถูกเรียกว่า "Bell’s Palsy" ตามชื่อ เซอร์ชาร์ลส์ เบลล์ศัลยแพทย์ชาวสกอตผู้ศึกษา เส้นประสาทคู่ที่ 7 และบทบาทของมันต่อกล้ามเนื้อใบหน้า เมื่อ 200 ปีที่แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือLisa Vol.11 No.43 3 พฤศจิกายน 2553


---------------------------------------------------------------


ถึงโรคอัมพาตเบลล์ หรือ โรคเบลล์ พอสซี่ belle’s palsy หรือ โรคเบลล์ พัลซี่(bell palsy) หรือ ชื่อแบบไทยไทย เรียกว่า ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก จะไม่ใช่โรคใหม่อะไร แต่วิทยาการสมัยใหม่ก็สามารถช่วยให้เราวินิยฉัยโรคต่างๆได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ทั้งนี้ยังช่วยให้เรารักษา อาการ โรคติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 หรือ โรคปากเบี้ยว ได้ผลมากขึ้น หากท่านพบว่ามีอาการคล้ายๆกับที่กล่าวมา อย่ารอช้านะครับ รับไปพบคุณหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุจะได้รักษาได้ทันท่วงที ยังมีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า อีกครับถ้าสนใจลองคลิ๊กเข้าไปอ่านได้ครับ

9 ความคิดเห็น:

  1. นู๋จะปรึกษาคุณหมอค่ะว่า นู๋เป็นเบลล์ พัลซีตั้งแต่ยุมอ2อายุ 14ปี จนถึงวันนึ้อายุ21ปีแล้ว ยังยิ้มไม่ได้ปากเบี้ยวเหมือนเดิม ไม่ค่อยได้ทำการบำบัด ฐานะทางบ้านยากจน เลยปล่อยให้หายเอง เวลายิ้มก้อยกมุมปากไม่ขึ้น ปากเบี้ยว โดนล้อว่าอีปากเบี้ยวมา5-6ปี เคยคิดจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง นู๋อยากหายค่ะ มีทางรักษาหรือศัลยกรรมเส้นประสาทไหมค่ะ

    ตอบลบ
  2. คุณแม่เป็นค่ะ อยากทราบว่าเราสามารถ ทานอาหารเสริมอะไรได้บ้างมั้ยคะ

    ตอบลบ
  3. คุณแม่เป็นค่ะ อยากทราบว่าเราสามารถ ทานอาหารเสริมอะไรได้บ้างมั้ยคะ

    ตอบลบ
  4. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  5. หนูเป็นพาซีมา6ปีแล้วยังไม่หายเป็นตั้งแต่ป.6ตอนนี้อยู่ม.6แล้ว
    พยายามรักษามานานก็ไม่หายท้อและเครียดมาก
    ไปโรงบาลหลายแห่งมากทำพิธีต่างๆมากมาย
    ก็ยังไม่หายเลย. อายที่จะต้องเข้าสังคมกับเพื่อนๆ เวลาเรียนเวลาทำกิจกรรมต่างๆในรร.แม้อยากแสดงความคิดแต่ก็อายม่กล้า ม่มีความเป็าตัวเอง ต้องเก็บตัวตลอด

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ไปหาหมอสิ เค้าจะให้ยา Prednisolone มากิน พร้อมกับยาฆ่าเชื้อนะ เราก็เป็น หายแล้ว

      ลบ
    2. ทักค่ะคุณหมอพอดีพ่อเปนเส้นปรายประสาทที่7อักเสพแต่มีอาการแทรกซ้อนไอด้วยค่ะได้รับยาอาการตาตกดีขึ้นกลืนกิ่นอาการเริ่มดีแต่ที่ห่วงคืออาการไอห่างๆแต่รุนแรงมากค่ะมีสะเรสเหนียวมันเสี่ยงต่อไรไหมค่ะต้องรับยาอะไรดีอะค่ะ

      ลบ
  6. ตอนนี้ฉันเป็นโรคเบลบัลซี่อยู่ค่ะ ตาก็มองเห็นภาพซ่อนฉันจะมีโอกาศหายไหมค่ะ ปากก็เบี้ยวก่อนจะมาปากเบี้ยวฉันปวดหัวข้างเดียว มา3วันพอวันที่4ปากฉันเบี้ยวเลยค่ะ

    ตอบลบ